อย่าเลี้ยงลูกให้เรียนอย่าเดียว แต่ควรสอนให้ลูกรู้จักหน้าที่

อย่าเลี้ยงลูกให้เรียนอย่าเดียว แต่ควรสอนให้ลูกรู้จักหน้าที่ แต่ควรสอนให้ลูกรู้จักหน้าที่ ความรับผิดชอบและรักการทำงาน ผู้ปกครองหลายคนมักบอกลูกว่าลูกเรียนหนังสือเหนื่อยมาก ไม่ต้องช่วยพ่อ แม่ทำงาน ขอให้ตั้งใจเรียน เรียนให้เก่งเพียงอย่างเดียวก็พอ เราจึงเห็นเด็กเรียนเก่งหลายคน ที่เอาแต่เรียน แต่ไม่อยากทำงาน หรือทำงานไม่เป็นหรือไม่ก้าวหน้าในอาชีพการงาน อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่ง ได้คุยกับเด็กสาววัยรุ่นอายุ 13 ปีคนหนึ่งที่มีปัญหาด้านพฤติกรรม เลยถามว่า "อยู่บ้าน ซักกางเกงในอย่างไร?" เด็กสาวตอบ "กางเกงใน ต้องซักด้วยหรือ?" แปลกแต่จริง เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงดูแบบไหน จนกระทั่งไม่รู้ว่ากางเกงในต้องซัก แล้วโตขึ้นจะรับผิดชอบตัวเองและหน้าที่การงานได้อย่างไร? พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรเริ่มต้นสอน...

ใช้ชีวิตในปากคนอื่น เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดในโลก

คุณใช้ชีวิตอยู่บนโลก.. ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในปากใคร อย่าเก็บเอาคำพูดคนอื่นมาทำให้เราทุกข์ ปากคนต่างพูดเข้าข้างตน ปากคนต่างว่าตนมีเหตุผล ใครพูดจาทำลายคุณ ต้องดูให้ถ้วนถี่ ใครจริงใจใครหลอกลวง ไม่มีใครคลำใจคนได้กระจ่าง ในสังคมที่เป็นจริง… เพียงคุณมีข้อด้อย ย่อมมีคนนินทา เพียงคุณมีข้อเด่น ย่อมมีคนอิจฉา มีคนเห็นคุณจริงใจ ย่อมมีคนเยาะว่าคุณเสแสร้ง มีคนชมคุณว่าล้ำเลิศ ย่อมมีคนติคุณว่าหลอกลวง มีคนอิจฉาคุณว่าโดดเด่น ย่อมมีคนเย้ยคุณว่าขี้อวด มีคนรักคุณชื่นชมคุณ ย่อมมีคนริษยาคุณ คนอื่นโยนหินทำน้ำกระเพื่อมเป็นคลื่นสูง… คุณก็ต้องล่องเรือไปโต้คลื่นหรือ…? คนอื่นพูจาว่าคุณเสียๆหายๆ… คุณก็ต้องไปรับคำกล่าวหานั้นเอาไว้หรือ? อย่าใส่ใจกับคำคนอื่นที่พูดลับหลัง เพราะเขาไม่กล้าเผชิญคุณซึ่งหน้า ดังนั้นอย่าหวาดอย่าหวั่น… ใจคอเราขึ้นกับเราไม่ใช่เขา เมื่อคุณสวยงามขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมีคนสนใจคุณ เมื่อคุณนับวันยิ่งเก่งกล้า ย่อมมีคนนับถือคุณ เมื่อคุณนับวันยิ่งซื่อตรง ย่อมมีคนคบคุณด้วยใจ เมื่อคุณนับวันยิ่งใส่ใจทะนุถนอม ย่อมมีคนไม่ทิ้งไม่หนีจาก คนเรานั้น ต้องสะดุดสักที จึงฉลาดขึ้นสักครั้ง เจออุปสรรคสักครั้ง จึงมีประสบการณ์ขึ้นสักนิด ใจนั้นต้องเจ็บสักครั้งจึงเข้าใจได้สักสิ่ง จงจำไว้… โดนลมฝนกระหน่ำสักที จึงได้บทเรียนสักบท ผ่านการหล่อหลอมจึงเติบใหญ่ ฝ่าครบลมฝนคือบทเรียนชีวิต คนมีวุฒิภาวะไม่ถามอดีต… คนฉลาดไม่ถามปัจจุบัน… คนใจใหญ่ไม่ถามอนาคต ยามอยู่เหนือคนมองคนเป็นคน… ยามอยู่ใต้คนมองตนเป็นคน อย่าใส่ใจเกินไปนักกับการประเมินคนอื่น… ทำตัวเองให้ดีงาม ทำสิ่งดีงาม เดินทางของตนให้ดี ใช้ชีวิตในปากคนอื่น เป็นเรื่องน่าเศร้าที่สุดในโลก สุดท้ายแล้ว.. ไม่ต้องกังวลกับคำวิจารณ์หรือคำพูดแย่ๆ ของคนอื่น ว่าแล้วมาเป็นผู้หญิงสายสตรองกันเถอะ! 1. บอกไปเลยตรงๆ ว่ารู้สึกยังไงอยู่ เชื่อว่าคุณต้องเคยเก็บเอาคำพูดไม่ดีของคนรอบข้าง ที่พูดใส่เราเก็บเอาไปคิดมากที่บ้านต่อแน่ๆ รู้มั้ยว่าในฐานะของคนที่พูดเขาไม่ได้คิดอะไรเลย เผลอๆ จำเรื่องที่พูดไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ แต่คนที่เก็บมาคิดกับเป็นเราซะเอง วิธีที่จะจัดการกับสิ่งที่มากระทบกระเทือนของเราก็คือ "บอกเขาไปตรงๆ ว่าเราไม่ชอบ" แม้ว่าเรื่องมันจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม เพราะบางคนก็อาจไม่ได้ตั้งใจทำให้เราคิดมาก ถ้าเราบอกไป เขาก็จะรู้ตัวด้วย...

ในวันที่จะเลิกกัน คิดสักนิด ก่อนทิ้งใครไว้กลางทาง

หลายครั้งที่การเลิกรา เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ หรือเกิดจากปัญหาที่สั่งสมมายาวนานจนอดทนไม่ไหว และความไม่เข้าใจกันต่างๆ นี้เองที่ทำให้เราตัดใจกับคนเคยรักไปอย่างง่ายดาย เคยคิดไหมว่าเราพากันเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่เราไม่รู้สึกรักกันแล้ว ทั้งๆ ที่ตอนแรกเราพร้อมจะดูแลกันทุกอย่าง เอาใจใส่กันทุกอย่าง มองเป้าหมายก้าวเดินไปด้วยกัน แต่กลับมาถึงทางตันซะอย่างนั้น เมื่อถึงจุดนี้ก่อนตัดใจ ควรกลับมาทบทวนเรื่องราวทั้งหมด และตอบตัวเองให้ได้ว่า เราและเขายังรักกันอยู่ไหม ถ้าไม่ได้เดินร่วมทางกันคุณอยู่ได้ไหม? คุณเคยยืนทะเลาะกับแฟนก่อนเข้าโรงหนัง แล้วจบลงด้วยต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน แทนที่จะได้ดูหนังกันดีๆบ้างมั๊ย ? คุณเคยพยายามที่จะบอกกับแฟนคุณว่าคุณรู้สึกยังไง แล้วพูดยังไงเขาก็ไม่เข้าใจกลับขึ้นเสียงกันไปใหญ่ จบลงที่ต่างคนต่างกระแทกหูโทรศัพท์กันไปแล้วคุณก็กลับไปนอนร้องไห้บ้างมั๊ย? คุณเคยทะเลาะเรื่องหนึ่งกับแฟน แต่สุดท้ายเขากลับขุดทุกสิ่งทุกอย่างอีกร้อยแปดพันเรื่องขึ้นมา จบลงเรื่องที่ทะเลาะกลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลยบ้างไหม...

สละเวลาอ่าน 1 นาที กับ 5 สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นจริงๆ

ไม่เชื่ออย่าได้ลบหลู่!! สละเวลาอ่าน 1 นาที กับ 5 สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นจริงๆ 5 สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน สละเวลาอ่าน 1 นาที แล้วคุณจะเข้าใจชีวิตมากขึ้น พระพุทธองค์ทรงสอนพวกเราว่า… 1.ไม่ว่าเราได้พบเจอใคร เขาเหล่านั้นคือคนที่เราจะต้องได้พบเจอ ไม่มีใครเข้ามาในชีวิตเราด้วยเหตุบังเอิญ 2.ไม่ว่าจะเกิดเรื่องราวใดๆ ขึ้นในชีวิตเรา มันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้าย ไม่มีเรื่องใดที่บังเอิญ เพราะเราก็เคยทำอย่างนี้กับเขามาก่อนเมื่ออดีตชาติ 3.เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เกิดเมื่อไหร่ ที่ไหน...

จงเรียนรู้ที่จะเดินลำพัง เพราะไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปตลอด

จงเรียนรู้ที่จะเดินลำพัง เพราะไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปตลอด เพราะไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปตลอด 1. หนทางของชีวิตนั้นยาวไกล จงเรียนรู้ที่จะเดินลำพังบ้าง เผื่อวันใดที่คนอื่นไม่ได้สนใจคุณเหมือนเดิม ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะทุกคนต่างมีเส้นทางของชีวิตที่ต้องเดินเหมือนกัน ไม่มีใครเดินเคียงคู่คุณไปจนถึงหลายทาง อย่าให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือเรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งกลายเป็นทั้งหมดในชีวิตคุณ 2. ความซาบซึ้งทดแทนความผูกพันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นไคร เพื่อนหรือคนแปลกหน้า คุณต้องเรียนรู้ที่จะยิ้มแม้ในใจจะร่ำไห้สะอื้นสักเพียงใด เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีความเห็นแก่ตัว จึงอย่าไปคาดหวังว่าจะมีใครดีต่อคุณโดยปราศจากเงื่อนไข หากใครคนหนึ่งไม่มีค่าเพียงพอให้คุณถนอม ก็ต้องฝึกปล่อย ฝึกวาง ฝึกทิ้ง 3. กำแน่นเท่าใดก็สูญเสียมากเท่านั้น เหมือนกับการกำทรายนั่นแหละ ยิ่งคุณกำแน่นทรายก็ร่วงออกจากมือมากเท่านั้น ที่ควรถนอมจงรู้ถนอม เพราะเมื่อใดที่คุณสูญเสียไป...

“นิ้วมือ ทั้ง 5” คำสอนของแม่ (ดีมากๆ อยากให้อ่าน)

คำสอนของแม่กับนิ้วมือทั้งห้า เคยสงสัยกันหรือไม่คะ ว่ากว่าที่คน ๆ หนึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนดีของสังคมได้นั้น นับตั้งแต่วัยเด็กพวกเขาได้รับการอบรมสั่งสอนหรือปลูกปั้นจากสองมือแม่มาอย่างไรบ้าง นิ้วมือทั้งห้าอาจเปรียบได้กับคำสอนและเคล็ดลับต่าง ๆ ที่แม่ใช้อบรมสั่งสอนลูก ลองอ่านคำแนะนำของเราต่อไปนี้เกี่ยวกับคำสอนหลักทั้งห้าที่คุณแม่ทุกคนควรทราบ หากเราเปรียบการเลี้ยงดูอบรมของแม่เป็นเสมือนสองมือที่คอยโอบอุ้มลูกน้อย นิ้วมือทั้งห้าก็อาจเปรียบได้กับคำสอนและเคล็ดลับต่าง ๆ ที่แม่ใช้อบรมสั่งสอน เพื่อเป็นรากฐานให้ลูกได้ด้วยเช่นกัน ลองอ่านคำแนะนำของเราต่อไปนี้เกี่ยวกับเคล็ดลับหรือคำสอนหลักทั้งห้าที่คุณแม่ทุกคนควรทราบ แล้วนับนิ้วมือทั้งห้าตามไปพร้อม ๆ กันได้เลยค่ะ 1. นิ้วโป้ง: รากฐานแห่งชีวิต ตามทฤษฏีความต้องการขั้นพื้นฐาน (Hierarchy of Needs Theory) ของ...

ถ้าทุกข์จากสิ่งไหน ก็ขอให้เดินออกจากสิ่งนั้น หากทำไม่ได้ ก็ต้องอยู่ให้เป็น

ถ้าทุกข์จากสิ่งไหน ก็ขอให้เดินออกจากสิ่งนั้น หากทำไม่ได้ ก็ต้องอยู่ให้เป็น ทุกข์จากสิ่งไหน ก็ขอให้เดินออกจากสิ่งนั้น หากทำไม่ได้ ก็ต้องอยู่กับทุกข์ให้เป็น ทำใจยอมรับ หากแก้ทุกข์นั้นไม่ได้ ก็ให้แก้ที่เราก่อน การแก้ในที่นี้คือ แก้ที่ความคิดเพราะหลายคนทุกข์จากความคิด คิดย้ำๆ วนเวียนอยู่กับทุกข์ไม่จบไม่สิ้น แบกอดีต แบกเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วแก้ไขไม่ได้แบกความเจ็บปวด เจ็บใจ เศร้าหมอง ‘ความทุกข์’ จึงวนเวียนอยู่เช่นนี้ ไม่จางหาย ยิ่งพยายามลืมก็ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งพยายามวาง พยายามอภัย ปล่อย ยิ่งเคียดแค้นอยากเอาคืน เมื่อรู้อย่างนี้ก็จงแก้ที่ใจ “ทุกข์เกิดที่ไหนก็แก้ที่นั้น” ใจมันทุกข์ก็แก้ที่ใจก่อน ฝึกข่ม ฝึกอดทน ฝึกสกัดกลั้น ‘ทุกข์ให้รู้ว่าทุกข์ เจ็บให้รู้ว่าเจ็บ รู้สึกอย่างไรให้รู้เท่าทัน’ ผ่านลมหายใจเข้าและออก กำหนดลมหายใจเขา-ออก.ให้เนิบช้า จดจ่อ...

จงให้เกียรติแฟนของคุณ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง

จงให้เกียรติแฟนของคุณ ไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง คนสองคนไม่มีทางอยู่ด้วยกันได้ตลอดเวลา ไม่มีทางรู้เรื่องของกันได้ทุกเรื่อง ไม่มีทางเป็นเจ้าของกันและกันได้แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ และในเมื่อมันเป็นแบบนั้น การให้เกียรติตอนอยู่ด้วยกันก็สำคัญ แต่การให้เกียรติตอนเค้าไม่อยู่ด้วยนั้น ‘สำคัญกว่า’ วันนึงคุณอาจออกไปหาเพื่อน แล้วดันไปเจอใครสักคน คนที่เข้ามาหา คนที่เข้ามาคุย แน่นอน ถ้าคุณไม่เล่าให้แฟนคุณฟัง แฟนคุณก็ไม่มีทางรู้ เพราะเพื่อนที่ไปด้วยกันก็ไม่ได้รู้จักแฟนคุณอยู่แล้ว คุณอาจจะคิดว่า…. ‘ถ้าคุยกับเขาสักหน่อยจะเป็นอะไรไป’ เพราะคุณไม่คิดอะไร และแฟนคุณก็ไม่มีรู้ข่าวคราวอะไรแน่นอน แต่รู้ไหม??? เรื่องราวบาดหมางในใจ มักเริ่มมาจากที่อีกฝ่ายนึงพูดว่า ‘ไม่ได้คิดอะไร’ อยู่เสมอ เพราะฉะนั้นถ้าคุณอยากให้เกียรติเค้าจริง คุณจะไม่ทำแบบนั้น คุณจะไม่เริ่มต้นมัน ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำก็ตาม เราจะวัดความซื่อสัตย์จากอะไร? เราไม่วัดการกระทำต่อหน้า แต่เราวัดจากการกระทำที่คนคนนึงทำ ถึงแม้ว่าไม่มีใครจะรู้เรื่องนั้นก็เถอะ ไม่ต้องดูแลเธอเช่นนางฟ้า ไม่ต้องรังสรรค์เรื่องราวงดงามเช่นเจ้าหญิง ช่วยให้เกียรติกันทั้งต่อหน้าและลับหลังก็เพียงพอ

คนที่ใจคับแคบ มักแปรเจตนาคำพูดของคนอื่น ไปในทางที่ผิดเสมอ

คนที่ใจกว้างใหญ่ มักแปรเจตนาคำพูดของคนอื่น ไปในทางที่ดีอยู่เสมอ สำคัญอยู่ที่เราเลือกเป็นใคร ใจแคบหรือใจกว้าง คุณเห็นคนรอบข้างเป็นเหมือนผักหญ้า คุณก็ถูกผักหญ้าปกคลุม คุณก็คือกระถางหญ้า คุณเห็นคนรอบข้างเป็นเพชรนิลจินดา คุณถูกของล้ำค่าปกคลุม คุณก็คือพานใส่เพชรนิลจินดา ชีวิตคนเรา ต้องรู้จักมองเห็นข้อดีข้อเด่นของคนอื่น ชื่นชมในข้อดี ลืมข้อด้อยของเขา ใจคุณกว้างเท่าใด โลกก็กว้างตามคุณเท่านั้น #นุสนธิ์บุคส์ ถ้าเรารู้จักเหตุ ก็สร้างเหตุขึ้น ผลมันก็เกิดตามมาเอง แต่คนเราไม่ทำอย่างนั้น… ส่วนมากต้องการแต่ดีๆ แต่ไม่สร้างความดี มันจะเกิดมาจากไหนได้ มันก็ย่อมพบแต่สิ่งที่ไม่ดีนั่นแหละ เมื่อได้สิ่งไม่ดี ใจมันก็เกิดเป็นทุกข์เป็นร้อนขึ้นมาทันที #หลวงปู่ชา สุภัทโท ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า… เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก “ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรมากกว่าการหาเงิน” #สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

จงดีให้ได้ อย่าพ่ายเพราะคำวิจารณ์

คนที่ชอบด่าว่าชอบวิจารณ์เราตั้งแต่เล็กจนโตคือใคร? คือพ่อและแม่! แต่มีพ่อแม่คนใดบ้างที่ไม่อยากให้ลูกของตัวเองได้ดี? ตอนเรียนหนังสือใครด่าว่าและวิจารณ์เรามากที่สุด? คือคุณครู! แล้วมีครูคนใดบ้างที่ไม่อยากให้ลูกศิษย์ของตัวเองเจริญก้าวหน้า! เหตุผลเดียวกัน คนที่ด่าว่าและวิพากวิจารณ์เราในวันนี้ เขาคือคนที่คอยยกระดับความสามารถและเสริมสร้างให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต! พวกเขาต่างเป็นผู้มีพระคุณ! คำวิจารณ์คือความจริงที่อีกฝ่ายมองเห็น! คำวิจารณ์คือการเสริมสร้างอย่างแท้จริง! คำวิจารณ์คือรางวัลอันทรงเกียรติ! คำวิจารณ์คือของขวัญอันล้ำค่า! คำวิจารณ์และความเห็นต่างเป็นเสมือน “ยาดีที่ขมปาก คำดีที่ขัดหู” แต่มนุษย์ทุกคนต่างชอบคำพูดที่ไพเราะเสนาะหู คำชื่นชม คำสรรเสริญ! เมื่อใดที่ถูกวิจารณ์ ไม่มีใครเป็นสุขหรอก! แต่อีกด้านหนึ่งของคนที่ทำหน้าที่วิจารณ์ ย่อมรู้ว่ากำลังสร้างเรื่องไม่สบายใจให้อีกฝ่ายหนึ่ง! ดังนั้น คนที่กล้าด่าว่าและกล้าวิจารณ์เรา เขาคือคนหวังดี เขาคือคนที่มีพระคุณ จงดีให้ได้ อย่าพ่ายเพราะคำวิจารณ์